28 มิ.ย. 2017, 22:49 น.
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน 
ข่าว:

Ninja-Thailand.com ข้อมูลข่าวสาร บทความ การขับขี่ สเปค รีวิว ราคา ซื้อขาย ของแต่ง BigBike



ผู้เขียน หัวข้อ: /// การแบ่งกลุ่มมอเตอร์ไซค์ แบ่งกันอย่างไร เอาเข้าจริงๆคันไหนดี ///  (อ่าน 4224 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Dum-Devil

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
****      การแบ่งกลุ่มของมอเตอร์ไซค์ เขาแบ่งกันอย่างไร . . . ****

ลองพิจารณา  ว่ามอเตอร์ไซค์แต่ละแบบ  แบ่งกันอย่างไร  ๆ   
 
รู้กันยัง? ว่าบิ๊กไบค์มีกี่ประเภท

บางคนอาจจะยังไม่ค่อยเก็ทเท่าไหร่ว่าเจ้ามอเตอร์ไซค์ที่เค้าเรียกๆ กันว่า "บิ๊กไบค์" นี้มันมีกี่ประเภท แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อเป็นแบบไหนยังไง อาจจะยังสงสัยกัน วันนี้มาทำความรู้จักกันเลย

แน่นอนว่า "บิ๊กไบค์" หมายถึง มอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดใหญ่กว่ารถมอเตอไซค์ทั่วไป เหตุผลที่ต้องมีขนาดใหญ่ก็เพราะมันต้องแบกรับเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์นั่นเอง โดยขนาดเครื่องยนต์มีตั้งแต่ 250 ซีซี ขึ้นไป ในแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีรูปแบบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสูบเดียว สี่สูบ หรือแต่งเพิ่มให้เป็นหกสูบ ลูกสูบถูกหจัดวางอยู่ในรูปแบบของสูบเรียงและสูบV ในส่วนระบบส่งกำลังก็จะมีตั้งแต่ระบบที่ใช้โซ่ ใช้เพลาขับ และใช้สายพาน เป็นต้น

โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ

1. Touring บิ๊กไบค์ประเภทนี้จะมีซีซีสูง เพราะต้องแบกรับน้ำหนักตัวและต้องวิ่งในระยะทางไกล จึงออกแบบให้ผู้ขับขี่สบายที่สุด ดังนั้นเอกลักษณ์ของทัวร์ริ่งไบค์คือ บังลมหน้าที่มีขนาดใหญ่ มีกระเป๋าใส่สัมภาระขนาดใหญ่ ในส่วนตัวถังจะไม่สูงมาบังส่วนลำตัวของผู้ขับขี่มากนัก แฮนด์ของรถยกขึ้นพอประมาณเพื่อไม่ให้ผู้ขับขี่ต้องก้มตัวเวลาขับขี่นั่นเอง


2. Sport บิ๊กไบค์รูปทรงปราดเปรียว มีกำลังเครื่องสูง อัตราเร่งสูง เป็นบิ๊กไบค์ที่ใช้สำหรับการแข่งขันในสนามเป็นจุดประสงค์หลักจึงถูกออกแบบให้ควบคุมรถได้ง่ายและทำให้รถไปได้เร็วที่สุด บางครั้งสูงถึง 300km/Hr ผู้ขับต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อลดแรงต้านของลม แฮนด์รถจึงมีลักษณะดร็อปลงและมีตัวถังสูงเพื่อรองรับช่วงลำตัว

3. Cruiser เป็นรถบิ๊กไบค์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการขับขี่ทางไกล และท่องเที่ยวความเร็วต่ำเป็นหลัก ไม่มีบังลมส่วนหน้า เน้นความดิบ มีเสียงดังกระหึ่ม การขับขี่ท่านั่งที่ค่อนข้างสบาย (แต่ไม่สบายเท่ากับทัวร์ริ่งไบค์) โดยมากหลายคนเรียกช็อปเปอร์ แต่ที่จริงแล้วช็อปเปอร์นั้นถูกดัดแปลงมาจาก cruiser อีกที

4. Dual Purpose รถเอนกประสงค์สำหรับขับขี่บนเทือกเขา ได้รับความนิยมในประเทศแถบยุโรป สามารถขับขี่ได้ดีทั้งทางวิบากและถนนเรียบ เพราะเป็นรถขับขี่กึ่งวิบากนั่นเอง แต่มีความแตกต่างจากรถมอเตอร์ครอสตรงที่ขนาดซีซีสูงกว่า และสามารถทำความเร็วสูงได้ดีกว่า

และเนื่องจาก  "บิ๊กไบค์" มีลักษณะการใช้งานหลากหลายรูปแบบ จึงถูกดัดแปลงและแบ่งประเภทย่อยๆ ได้อีกหลากหลาย เช่น

- Naked Bike แนวเปลือยๆ เป็นรถ Sport ที่ถูกจับมาแต่งให้เปรียว เอาแฟริ่งกันลมออก แรงม้าไม่สูง เหมาะสำหรับขี่ในเมือง

- Sport กึ่ง Touring รวมเอาจุดเด่นเข้าด้วยกัน เน้นความสบาย และการเดินทางไกลที่ความเร็วสูง

- Cruiser กึ่ง Touring เป็นรถ Cruiser ที่มีความดิบ กระด้าง แต่สะดวกสบายตามแบบฉบับทัวร์ริ่ง

- Chopper เป็นรถที่ถูกดัดแปลงมาจาก Cruiser อีกทีโดยเพิ่มตะเกียบหน้าหรือโช๊คหน้าที่ยาวเกือบสองเมตร มีการออกแบบให้เบาะอยู่ต่ำกว่ารถบิ๊กไบค์ประเภทอื่นๆ และมีตำแหน่งแฮนด์ที่สูงอยู่ในระดับไหล่หรือสูงกว่าไหล่ของผู้ขับขี่

มาถึงตอนนี้หลายคนน่าจะได้รู้จักบิ๊กไบค์แล้วพอสมควร ใครที่กำลังมองหาสองล้อคันใหญ่อย่าง "บิ๊กไบค์" อยู่ก็หวังว่าจะสามารถเลือกซื้อได้ตามความชอบและการใช้งานที่เหมาะสม


แล้วลองพิจารณารายละเอียด กันดูครับว่ามอเตอร์ไซค์แต่ละแบบ เขาแบ่งกันอย่างไร อาจไม่เหมือนการแบ่งจากที่อื่นๆๆ   :125:

 :-\   แล้วเอาเข้าจริงๆจะคันไหนดี ที่เหมาะกับเรา  [/glow] 





คุณบอกความแตกต่างได้ไหมครับว่ามอเตอร์ไซค์แบบ sport-bike ต่างจาก Sport-tourer อย่างไร แล้วมอเตอร์ไซค์แบบ cruiser นั้นต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วไปอย่างไร แล้วมอเตอร์ไซค์ adventure นั้นหมายถึงอะไร เรามาหาคำตอบกันนะครับว่าประเภทต่างๆของมอเตอร์ไซค์นั้นเป็นอย่างไร เวลาเจอชื่อประเภทมอเตอร์ไซค์จะได้หายงงซะที


Adventure Touring




  Adventure Touring

   ภาพลักษณ์   
เริ่มกันที่ประเภทแรกนะครับคือ Adventure Touring โดยเริ่มที่ภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ชนิดนี้ก่อน ภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ชนิดนี้คือเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหลีกหนีชีวิตในเมือง และมาค้นหาความสนุกสนานท่ามกลางป่าเขา ทางที่วิ่งอาจจะเต็มไปด้วยลูกรัง ลำธาร โขดหิน กองทราย มอเตอร์ไซค์ชนิดนี้เลยถือกำเนิดออกมาเพื่อรองรับนักบิดที่ต้องการความท้าทายและผจญภัยไปในทุกๆที่ มอเตอร์ไซค์ที่มีมารองรับก็หนี้ไม่พ้น BMW ผู้ให้ชื่อถึงความสวยงาม สมบุกสมบันของรถ แต่มาพร้อมกับราคาแพง แถมอุปกรณ์เสริมก็ราคาก็ไม่เบา

  ความเป็นจริง

กลายเป็นว่าจริงๆแล้วกันนำเอามอเตอร์ไซค์ที่หนักมากๆ คันนึงไปขับแนว off-road นั้นยากอย่างแสนสาหัส คันยิ่งหนักยิ่งจมโคลนได้ง่าย แม้ทางผู้ผลิตจะโฆษณาประชาสัมพันธ์กันอย่างแพร่หลายถึงจุดเด่นของรถปรเภทนี้ แต่พบว่ามอเตอร์ไซค์ยิ่งซับซ้อนเท่าไหร่ยิ่งบอบบางเท่านั้น ต้องใช้น้ำมันราคาแพง ต้องเข้าเพื่อดูแลด้วยช่างมืออาชีพ ต้องจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ป้องกันเสริมอีกมาก และต้องขับกันอยู่นานจนกว่าจะชำนาญ และกลายเป็นว่านักบิดส่วนใหญ่ซื้อมอเตอร์ไซค์แนว adventure ก็จะเอาไปขับออกแนว tourer คันสูงๆ มากกว่าทีจะเอาไปลุยป่าลุยเขาเหมือนที่ทางผู้ผลิตโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ให้ออกไปทางนั้น หากคุณใจกล้านำไปลุยโคลนลุยทรายจริงๆคุณจะประหลาดใจว่ามอเตอร์ไซค์แบบนี้ทำได้ไม่สมค่ากับชื่อเลย สิ่งที่เราเห็นใน VDO โปรโมชั่นหรือใน Youtube ถึงการที่มอเตอร์ไซค์เหล่านั้นกระโดดสูงเป็นเมตร ไถลได้ไกลๆ การขับขี่น่าระทึกใจ แต่ความเป็นจริงจะขับแบบนั้นได้นั้นยากมาก เขาต้องใช้พวก stunt แมนมาขับโชว์ นักบิดอย่างเราๆ ลืมได้เลยว่าจะทำอย่างนั้นได้ แค่จะขับลุยโคลนให้ได้ความเร็วเท่าคนเดินเท้าก็ยากแล้ว

   เอาเข้าจริงๆคันไหนดี

หากคุณต้องการขับมอเตอร์ไซค์ลุยป่าเขาจริงๆแล้วละก็ คุณต้องการมอเตอร์ไซค์ที่เบาที่สุด ระบบต่างๆต้องธรรมดาและง่ายๆมากที่สุด เพราะมอเตอร์ไซค์แบบที่่ว่านี้จะขับได้ง่าย เมื่อล้มลงไปก็ยกขึ้นมาไหว ซ่อมง่ายหากมีอะไรเสียหายระหว่างทาง และคุณควรจะสามารถหาชิ้นส่วน ยางรถ และน้ำมันธรรมดาๆได้ในป่าเขาห่างไกลอย่างชายแดนแม่สอด มอเตอร์ไซค์แนว dual sport ขนาดใหญ่จากผู้ผลิตญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนรุ่นมากว่า 20 ปีแล้ว แต่นั่นคือสิ่งดีเพราะชิ้นส่วนก็จะหาง่ายใช้แทนกันได้หลายรุ่น ทุกอย่างทำได้ง่ายเพราะช่างส่วนใหญ่แม้จะอยู่ในชนบทห่างไกลก็พอจะซ่อมได้ ใส่ถังน้ำมันใหญ่เข้าไว้ ปรับท่านั่งให้เหมาะกับคุณ ก็พร้อมจะลุยทุกที่และแถมราคาที่จ่ายก็เสี้ยวหนึ่งของคันที่ได้ชื่อว่าเป็นระ Adventure ตัวจริงเสียอีก

แล้วทำไมเราถึงยกย่องรถ adventure ว่าสุดเลิศประเสริฐศรีกันนัก ความจริงแล้วก็คงเป็นความหมาย adventure บนทางเรียบมากกว่า เพราะว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่คล่องแคล่ว ขับสบายแม้มีคนซ้อนท้าย ขับไปตามถนนคดเคี้ยวขึ้นลงเนินหรือจะวิ่งทำความเร็วบนทางด่วนก็สบายๆ หลักๆก็คือความสบายในการขับขี่นั่นเอง



Cruiser



 Cruiser

  ภาพลักษณ์   

เราเห็นจากภาพยนต์ที่พระเอกขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ มารับนางเอกที่บ้าน แล้วท่องเที่ยวไปไกลๆ และแน่นอนว่าหนังส่วนใหญ่มาจากอเมริกา ภาพลักษณ์เหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่ยุค cowboy ที่เราเห็นว่าแต่ละคนขี่ม้าทยานไปข้างหน้า มีนางเอกนั้งซ้อนหลัง จนมาถึงยุคมอเตอร์ไซค์ ที่สามารถซื้อหาได้ง่ายขึ้น

  ความเป็นจริง 

ในความเป็นจริงแล้วนักบิดมองหามอเตอร์ไซค์แบบ Cruiser ไม่ใช่เพราะประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ แต่เป็นในแง่ของไลฟ์สไตล์มากกว่า การที่ ที่วางเท้านั้นอยู่ข้างหน้าไม่ได้หมายความว่าน้ำหนักจะไปลงที่เท้า แต่เป็นการเอาเท้าไปเกี่ยวไว้มากกว่า น้ำหนักส่วนใหญ่ก็จะถึงถ่ายทอดผ่านกระดูกสันหลังลงบนเบาะ ซึ่งเป็นความเทห์มากกว่าความสะดวกสบาย ผลจากเรื่องนี้เรื่องเดียวนั้นส่งผลให้การเบรกนั้นต้องใช้ระยะทางมากขึ้น เพราะเราการเหยียบเบรกจะช้าลง การขับขี่ก็ยาก ทำให้การขับรถแบบนี้เป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ไม่ค่อยคล่องตัว จะค้ำยันเวลาหยุดรถก็ลำบาก สรุปแล้วรถ Cruiser คือรถที่ไว้ขับแบบเทห์ๆ ระยะทางสั้นๆ เท่านั้น

เอาเข้าจริงๆคันไหนดี

จริงๆแล้วมีมอเตอร์ไซค์ที่วางขายอยู่ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลากหลายประเภทมาก ไม่ได้มีเฉพาะ Sport bike หรือ Cruiser เท่านั้น หากต้องการความเท่ห์แบบย้อนยุคมอเตอร์ไซค์อย่าง Triumph Bonneville ที่ Marion Brando ขับในหนังเรื่อง The Wild One นั้น เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นเครื่องยนต์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบธรรมดาๆ แต่มาพร้อมประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมทั้งเรื่องพลังเครื่องยนต์ การเบรก การขับขี่ ความสดวกสบาย ความปลอดภัยที่เทียบเคียงได้กับมอเตอร์ไซค์หน้าตาแปลกใหม่ในปัจจุบัน


Dual-Sport




 Dual-Sport

   ภาพลักษณ์   
เป็นมอเตอร์ไซค์วิบากที่มาพร้อมป้ายทะเบียน วันธรรมดาสามารถขับไปกลับที่ทำงานได้ ด้วยเพราะน้ำหนักเบา รถมีสัดส่วนเล็ก ตำแหน่งขับขี่สูงเพื่อซอกแซกไปกับการจราจรที่ติดขัดได้โดยง่าย แต่พอถึงวันหยุดก็ไปขับลุยป่าลุยโคลนสบายๆ แถมไม่ต้องบรรทุกท้ายรถกระบะเพราะไม่มีทะเบียนเหมือนรถวิบากทั่วไป

  ความเป็นจริง 

น่าจะเป็นรถกลุ่มเดียวที่การใช้งานจริงตรงกับที่ภาพลักษณ์ปรากฏอออมา มอเตอร์ไซค์แบบ dual-sport บางคันนั้นอาจจะสร้างมาเพื่อให้เหมาะกับทางเรียบมากกว่าทางวิบาก บางรุ่นก็เหมาะสำหรับทางวิบากมากกว่าทางเรียบ ขอให้คิดดีๆว่าต้องการรถไปใช้จริงๆบนถนนแบบไหนมากกว่ากัน แล้วซื้อให้ตรงกับการใช้งานจริงก็เป็นพอ หากต้องการใช้งานทั้งสองแบบพอๆกัน การหาล้อเพิ่มอีกชุดอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี ล้อที่ใช้กับถนนธรรมดาจะให้การยึดเกาะที่ดีและนุ่มนวลในการขับขี่ ล้อสำหรับถนนวิบากก็ทำให้การควบตุมการขับขี่เป็นไปได้อย่างมั่นใจ แต่ควรจะรู้ว่ามอไซค์บางรุ่นอย่าง KTM นั้นขับมันส์ก็จริงแต่ต้องเข้าศูนย์บริการบ่อยมาก ค่าใช้จ่ายก็อาจจะมากตามไปด้วย

http://www.youtube.com/watch?v=Stmu0PEUQX4

เอาเข้าจริงๆคันไหนดี
มอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้มีให้เลือกมากมาย ราคาไม่แพง อย่าง Honda CRF250L ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ขับไปทำงานก็สบายๆ ออกลุยก็ไม่มีถอย



Sport-Touring








  Sport-Touring

   ภาพลักษณ์ 
สำหรับนักบิดที่ชื่นชอบความแรงและความเร็ว การขับขี่สนุกสนานทุกๆวัน ขับไปเรื่อยๆตามท้องถนนทั่วไปเพื่อไปหาสนามแข่ง เมื่อไปถึงก็บิดแข่งกันอย่างกะพายุ

  ความเป็นจริง 

ถือเป็นยุคทองของทั้งนักบิดเองและบริษัทผู้ผลิต ในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เศรษฐกิจโลกโดยรวมดีขึ้น กำลังซื้อก็มีมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตก็เข็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาจากสนามแข่งเพื่อผลิตมอเตอร์ไซค์สนองความต้องการลุกค้า มอเตอร์ไซค์แรงม้าสูงๆมีออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ อย่าง VFR1200 Hayabusa ZX-14 Concours 14 K1600GT ไล่เรียงได้ไม่หมด แต่ก็ใช่ว่าจะขับมันส์หยุดได้เสียทุกคันไป

http://www.youtube.com/watch?v=9e1UBc-FB5o

เอาเข้าจริงๆคันไหนดี
ความจริงสิ่งที่คุณต้องการน่าจะเป็นรถที่ขับสบายๆ แต่มาพร้อมสไตล์ที่บ่งบอกถึงความเร็ว ซึ่งจริงๆแล้วคุณสามารถหาความสบายได้จากการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่าง Honda CBR600RR แถมยังมาพร้อมกับความสามารถที่จะพาคุณทะยานไปบนสนามแข่งได้ ผู้ผลิตอาจจะไม่โฆษณาออกมาแนวนี้ แต่ถึือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่คุณจะสัมผัสได้กับความเป็นรถแนว touring แต่หากคุณต้องการความแหลมคมมากขึ้น อาจจะมองไปยัง Kawasaki Ninja 1000 ที่มาพร้อมกับม้าที่มากกว่า ท่านั่งตรง เบาะคนซ้อนท้ายที่พอเหมาะ กระเป๋าสัมภาระ และแฟร์ริ่งใหญ่ ในราคาที่เหมาะสม




Sport Bike






Sport Bike

   ภาพลักษณ์ 


เป็นเจ้าแห่งความเร็วแห่งท้องถนน เร็วกว่ารถยนต์เฟอรารี่เสียอีก แต่ราคาถูกกว่าเยอะ และหากทำงานมีเงินเดือนประจำก็พอจะหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้

 http://www.youtube.com/watch?v=eg3Pah816iQ

  ความเป็นจริง

จะขับมอเตอร์ไซค์แบบรถแข่ง คุณก็ต้องมีทักษะเหมือนนักแข่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วซื้อเพราะความสวยความเท่ห์มากกว่าที่จะขับเก่ง และส่วนใหญ่ก็ชน ลื่น ล้ม กันเป็นว่าเล่น เห็นเขาแข่งกันใน MotoGP แล้วอยากเก่งแบบ Marc Marquez หรืออยากจะอวดสาวว่าคุณขับรถเร็วที่สุดในกลุ่ม ถ้าอยากเป็นอย่างที่ว่าแล้วละก็ ต้องหมั่นฝึกซ้อม ฝึกขับ เหมือนนักกีฬาคนหนึ่ง เริ่มจากเครื่องขนาดเล็กไปสู่เครื่องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คำว่า Sport Bike ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น Sport หรือ กีฬาชนิดหนึ่ง หากไม่ซ้อมก็แพ้ทางรถ ซ้อมน้อยมอเตอร์ไซค์ก็จะขี่คุณ ซ้อมมากคุณก็ขี่มอเตอร์ไซค์

เอาเข้าจริงๆคันไหนดี
ก็เหมือนกีฬาทั่วๆไป ซ้อมเพื่อความสมบูรณ์แบบ เราคงไม่เริ่มหัดเล่นฟุตบอลกับนักบอลทีมชาติเป็นแน่ คงต้องหัดกับเพื่อนๆ ที่มีความสามารถพอๆกันก่อน ดังนั้นคุณควรจะเริ่มจากมอเตอร์ไซค์ Sport bike คันเล็กก่อนอย่าง Honda CBR250R CBR500R และ Kawasaki Ninja 300 ก่อน เพราะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับนักบิดหน้าใหม่ได้ฝึกขับเพิ่มทักษะ หลังจากขับรถขนาดนี้จนคล่องแล้วจึงค่อยไต่ไปยังรุ่น Kawasaki Ninja 650 หรือ Yamaha FZ6R
คุณอาจจะต้องเข้ากลุ่ม หาที่เรียน อ่านหนังสือ ไปสนามแข่ง ขับกันเป็นปีๆ พอเปลี่ยนมาเป็นเครื่อง 600 ก็ทำเหมือนเดิม ทั้งหาที่เรียน อ่านหนังสือ ไปสนามแข่ง ขับเป็นปีๆ แล้วก็ไต่ไปเครื่อง 850 ต่อไป 1000 , 1200 …

คุณจะพบว่าหลังจากคุณได้ลองไปเส้นทางนี้ ขนาดเครื่องยนต์ไม่สำคัญเลย สิ่งที่คุณต้องการอาจจะเป็น Triumph Daytona 675R ซึ่งน่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในกลุ่มนี้ในขณะนี้


Standard Motorcycles




Standard Motorcycles

   ภาพลักษณ์ 

มอเตอร์ไซค์แบบมาตรฐาน ที่ไว้ใช้ขับขี่ทั่วๆไป ราคาถูก ค่าบำรุงรักษาต่ำ ประหยัดน้ำมัน จอดง่าย คล่องตัว แทรกไปอยู่แถวหน้าของไฟแดงได้ จะทำอย่างนี้ได้ก็ต้องเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดีคันนึง ที่นั่งขับสยาย น้ำหนักเบ่า กลไกไม่ซับซ้อน นั่นคือมอเตอร์ไซค์ทั่วไปนั่นเอง

  ความเป็นจริง

ในความเป็นจริง มอเตอร์ไซค์ที่ทำได้อย่างนั้นมักจะหน้าตาไม่ค่อยน่ามอง ตัวอย่างเช่นหากคุณเดินเข้าร้านขายมอเตอร์ไซค์ Suzuki รถคันไหนแตะตาคุณที่สุดระหว่า SFV650 หรอ GSX-R600 มอเตอร์ไซค์ทั่วๆไปมักจะสเปคไม่ค่อยดี เพื่อที่ราคาจะได้ไม่สูง ระบบกันสะเทือน เบรก และเครื่องยนต์อาจจะไม่เลิศเหมือนมอเตอร์ไซค์แบบดังๆ แนวสปอร์ททั้งหลาย


เอาเข้าจริงๆคันไหนดี
มอเตอร์ไซค์อย่าง Honda CB500F น่าจะเป็นคันที่เหมาะสำหรับกลุ่มนี้ ประหยัดน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำ ยางก็ขนาดพอเหมาะ เครื่องยนต์ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก มีซักคันแล้วจะลืมรถยนต์ไปเลย



Tourer









Tourer

   ภาพลักษณ์ 

เป็นมอเตอร์ไซค์ที่พร้อมจะพาคุณไปเหนือจรดไต้ ขับได้เป็นเดือนๆ ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ นั่งขับสบายๆ พร้อมที่เก็บสัมภาระเพียบ

  ความเป็นจริง

มอเตอร์ไซค์แบบทัวร์ริ่งคันใหญ่ๆนั้นสุดยอดมาก เมื่อขับไปบนถนนโล่งๆมันก็พร้อมจะพาคุณไปพร้อมกับความสะดวกสบาย นั่งเอนหลัง เปิดเพลงฟัง กินไอติมไปด้วย แล้วชมวิว แต่ปัญหาคือคันใหญ่ๆ น้ำหนักมาก สัมภาระเยอะ เจอถนนคดเคี้ยวแล้วละก็จะลำบากมาก คงขับขึ้นเขาลงห้วยไม่ได้เหมือนรถแบบอื่น

เอาเข้าจริงๆคันไหนดี
คันที่ไปได้สวยน่าจะเป็น Honda Gold Wing หรือ BMW K1600GTL ส่วนรุ่นเล็กกว่าอย่าง Yamaha FJR1300 น่าจะพอเป็นตัวเลือกได้เช่นกัน แต่เบาะหลังอาจจะนั่งไม่สบายเท่าไหร่ คนที่เป็นเจ้าของ Gold Wing มักจะมีคันที่เล็กกว่าอยู่ได้สำหรับการขับขี่ในระยะใกล้ หรืออาจจะมีมอเตอร์ไซค์คันอื่นๆ อยู่ด้วยแล้ว


**** ส่วนใหญ่รุ่นต่างๆก็ได้กล่าวถึงไว้เกือบหมดแล้วนะครับ แต่บริษัทผู้ผลิตเองก็พยายามออกแบบมอเตอร์ไซค์ที่เป็นลูกผสมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ได้ใช้ในหลายโอกาศ และเป็นผลทางการค้าอีกด้วย หวังว่าคงเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ของท่านนะครับ





เรียบเรียงจาก   : mocyclover.com

***   พิจารณาเป็นแนวทาง หวังว่าคงเป็นประโยชน์ในการดูประเภท และเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ของสมาชิกนะครับ    แล้วเอาเข้าจริงๆคันไหนดี ที่จะเหมาะกับตัวเรามากที่สุด    ***




http://www.youtube.com/watch?v=ydWup50eCUo





http://www.youtube.com/watch?v=TieAEOspHc0


 :-\  ***  จะขับมอเตอร์ไซค์แบบรถแข่ง คุณก็ต้องมีทักษะเหมือนนักแข่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วซื้อเพราะความสวยความเท่ห์มากกว่าที่จะขับเก่ง อันตรายมากๆๆ ครับ ยิ่ง CC. เยอะยิ่งเสี่ยงเยอะ ทักษะและพื้นฐานการขับ Bigbike ต้องแน่น พอสมควร

และส่วนใหญ่ก็ชน  ลื่น  ล้ม  กันเป็นว่าเล่น  เห็นเขาแข่งกันใน  MotoGP  แล้วอยากเก่งแบบ Marc Marquez    หรืออยากจะอวดสาวว่า

คุณขับรถเร็วที่สุดในกลุ่ม ถ้าอยากเป็นอย่างที่ว่าแล้วละก็ ต้องหมั่นฝึกซ้อม ฝึกขับ เหมือนนักกีฬาคนหนึ่ง เริ่มจากเครื่องขนาดเล็กไปสู่

เครื่องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คำว่า Sport Bike ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น Sport หรือ กีฬาชนิดหนึ่ง


***  หากไม่ซ้อมก็แพ้ทางรถ ซ้อมน้อยมอเตอร์ไซค์  ก็จะขี่คุณ

***   ซ้อมมากคุณก็ขี่มอเตอร์ไซค์  ***   :10: 

ก็เหมือนกีฬาทั่วๆไป  ซ้อมเพื่อความสมบูรณ์แบบ   เราคงไม่เริ่มหัดเล่นฟุตบอลกับนักบอลทีมชาติเป็นแน่

คุณอาจจะต้องเข้ากลุ่ม หาที่เรียน อ่านหนังสือ ไปสนามแข่ง ฝึกซ้อมให้ชำนาญ จนเป็นอัตโนมัติ  ซึ่งขับกันเป็นปีๆ

 ;)   

ออฟไลน์ Dum-Devil

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
 

***  ลองพิจารณากันดูกันครับ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบและ 2 สูบ ต่างกันยังไง
 ช่วงนี้กระแส 4  สูบตั้งแต่ 650 CC. Up ในบ้านเรากำลังออกมาให้เห็นเยอะขึ้น
  ***

- เครื่องยนต์แบบ 4 สูบและ 2 สูบ ต่างกันยังไง 2 สูบมันไม่ได้ห่วยเสมอไป
แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผมขอพูดถึงสมรรถณะอย่างเดียวนะไม่ขอพูดเรื่องอื่น
เรื่องอื่นเอาไว้พูดวันหลัง

1.เครื่องสองสูบ แน่นอนแรงม้าสู้สี่สูบไม่ได้แน่นอน เอามาแข่งกันยังไงก็เสร็จ ยิ่งลอยลำไปแล้ว หรือช่วงปลายๆไม่ต้องไปพูดถึง สี่สูบแซงกระจุย แถมสี่สูบแรงม้ามากกว่าเยอะใน cc ที่เท่ากันด้วย สองสูบเสียงเหมือนเฮลิคอปเตอร์หลายคนไม่ชอบมัน แต่ออกตัวสองสูบได้เปรียบที่ทอร์คเยอะครับ ออกตัวดี ขี่ง่าย และจะเห็นได้ชัดเลยเวลาขึ้นเขา ขึ้นทางชัน มีคนซ้อนหรือต้องบรรทุกสำภาระเยอะๆ สังเกตุง่ายๆรถแพงๆคันเป็นล้านที่เป็นรถเดินทางหลายรุ่นใช้เครื่องสองสูบครับ

2.เครื่องสี่สูบแรงม้าสูงมาก แต่ทอร์คไม่เท่าสองสูบ วิ่งทางเรียบ ลอยลำไปแล้วถึงช่วงปลายสี่สูบกินกระจุยแบบไม่ต้องไปเทียบกันเลย แต่ถ้าขึ้นเขา บรรทุกของ หรือมีคนซ้อน ยิ่ง cc น้อยเท่าไหร่ยิ่งเห็นชัดเลยว่าใช้งานลักษณะนี้สู้สองสูบไม่ได้เลยครับ สี่สูบต้องเค้นรอบเยอะ ต้องลากรอบเยอะ ต้องเลี้ยงรอบสูง บางคนขึ้นเขาแล้วขึ้นยากปล่อยคลัชท์ดับล้มกันมาก็เยอะเลยครับ แต่แรงม้าสูงจนขาซิ่งทางเรียบชอบครับ

-ฉะนั้นใครใช้สองสูบอย่าน้อยใจไปครับ มันมีดีของมันคนละแบบครับ จะเรียกว่าทำมาให้ใช้งานกันคนละประเภทเลยผมก็น่าจะเรียกได้เลยนะ เวลาแข่ง WSB รถสี่สูบที่แรงกว่าต้องต่อให้รถสองสูบมี cc ที่เยอะกว่าเพื่อที่จะได้สูสีกันไม่งั้นสองสูบไม่สามารถเอาชนะสี่สูบในทางเรียบหรือในแทรคได้เลยครับ และรถเดินทางที่เป็นสุดยอดรถทุกคันก็ใช้สูบน้อย และไม่ค่อยมีใครทำเครื่องสี่สูบเพื่อเอามาลุยหรือแอดเวนเจอร์ครับ

-เลือกใช้ให้ถูกงานครับแล้วจะมีความสุขกับมันครับ

เครดิต- Thai Superbike 


 :-\      BigBike   


ลองมาทำความเข้าใจ  ข้อดี ข้อเสีย เครื่่อง 2 สูบ 4 สูบ  น้อยกับเยอะอย่างไหนจะโดนใจกว่ากัน


ลูกสูบนั้น สำคัญไฉน ???

เคยสงสัยกันมั่งมั้ยว่า ทำไมรถมอเตอร์ไซด์แต่ล่ะรุ่น แต่ล่ะคัน ถึงได้มีจำนวนลูกสูบไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะ 1 สูบ 2 สูบ 3 สูบ 4 สูบ ไปจนถึง 6 สูบ
ทั้งๆที่บางครั้งจำนวน CC ก็เท่ากัน แต่ทำไมบางคันมีสูบเดียว บางคันมี 4 สูบ เช่น รถ SR400 Single Stoke 400cc กับ cb400sf 400cc
มีความแตกต่างกันทางด้านความเร็วอย่างมากทั้งที่จำนวน CC ของรถก็เท่ากัน แต่เพราะเหตุใดจึงแรงไม่เท่ากัน ความสงสัยเหล่านั้นเราลองมาดู
คำอธิบายเหล่านี้ดูก่อนน่ะ 1 สูบ จุดระเบิด ปัง ได้กำลังงาน 1 ครั้ง 2 สูบ จุดระเบิด ปัง ปัง ได้กำลังงานต่อเนื่อง 2 ครั้งไปเรื่อยๆ4 สูบ
จุดระเบิด ปัง ปัง ปัง ปัง ได้กำลังงานต่อเนื่อง 4 ครั้งไปเรื่อยๆ


***  อธิบายแบบง่ายๆ คือ รถที่ CC เท่ากันรถ 1 สูบ มีพื้นที่หน้าตัดลูกสูบเท่ากัน พื้นที่หน้าตัดทางเข้าไอดี-ไอเสียเท่ากัน
 ระยะชักกันมีความเร็วรอบระดับ 1 รถ 2 สูบ มีพื้นที่หน้าตัดลูกสูบเท่ากับระยะชักเท่ากัน พื้นที่ทางเข้าไอดี-ไอเสีย จะมากกว่าเพราะจำนวนวาล์วมากกว่า
ความเร็วรอบจะสูงกว่าประมาณระดับ 1.25รถ 4 สูบก็มีหลักการเดียวกัน ระดับรอบกำลังสูงสุดประมาณ 1.5   
  ***


)))))))    การสร้างเครื่องยนต์เพื่อออกจำหน่ายมีขีดจำกัดหลายอย่าง แต่หลักๆมีดังต่อไปนี้  (((((((


 1.ขีดจำกัดทางด้านวัสดุ เป็นขีดจำกัดที่สำคัญที่สุด เมื่อเปรียบเทียบที่ซีซีเท่ากัน รถที่มีสูบมาก ลูกสูบแต่ล่ะลูกสูบจะเดินทางผ่านกระบอกสูบสั้นกว่า ทำให้สามารถออกแบบให้มันทำงานที่รอบสูงกว่าได้ เมื่อรอบสูงกว่า ก็ได้แรงมากกว่า รถสูบน้อยๆจะทำรอบสูงๆก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบอะไรอื่นๆอีกหลายอย่าง

2.ขีดจำกัดทางด้านคุณสมบัติของเชื้อเพลิง คือความเร็วในการเผาไหม้ น้ำมันที่เราใช้อยู่จะมีความเร็วในการเผาไหม้เท่าๆกัน ที่ความดันเท่ากัน
ดังนั้นกระบอกสูบโตก็เผาหมดช้ากว่า ทำให้การทำรอบสูงๆทำได้ยากกว่า แต่ก็มีวิธีเร่งการเผาไหม้อีกหลายวิธี เพื่อทำให้รถสูบโตทำรอบสูงๆได้ แต่ติดตรงขีดจำกัดข้อที่ 3

 3.ขีดจำกัดทางด้านกลศาสตร์ของไหล การดูดอากาศและน้ำมันเข้ามาในกระบอกสูบนั้น มีอัตราการไหลเท่ากันที่ความดันเท่ากัน กระบอกสูบใหญ่
ก็ดูดนาน กว่าจะได้เต็มหรือพอเพียง นี่ก็รวมถึงการไหลออกของไอเสียด้วย
 
4.ขีดจำกัดทางด้านต้นทุน รถที่มีจำนวนกระบอกสูบมากๆ ชิ้นส่วนต่างๆก็มาก ทำให้มีต้นทุนสูง การบำรุงรักษาก็สูง ดูแลยากกว่า ความเชื่อถือได้ของเครื่องยนต์ก็ต่ำกว่า

 5.ขีดจำกัดทางด้านการตลาด ความต้องการของลูกค้า และการใช้งาน บางคนต้องการรถที่ทนทาน ดูแลรักษาง่าย บางคนต้องการรถแรง
เพราะว่าดูแลรถเป็น จุกจิกยังงัยก็ไม่กลัว บางคนอยากได้ความประหยัดน้ำมัน ราคาถูก บางคนไม่สน มีเงินก็ทุ่มเข้าไป
 

เช่น รถวิบาก ต้องการความกะทัดรัด คล่องตัว จึงนิยมใช้สูบเดียว ถึงแม้ความจุกระบอกสูบจะสูงก็ตาม (สองสูบก็มีน่ะ) รถพวกนี้ต้องการแรงบิดรอบต่ำถึงกลางดี ไม่จำเป็นต้องการความเร็วสูง สูบเดียวก็พอแล้ว.....

แต่อย่างรถสปอร์ตมักนิยมสูบเยอะๆ เพราะต้องการความเร็วและแรง ยิ่งแรงยิ่งมันส์ อิอิ รถสูบมากๆมีโอกาสทำรอบได้สูงกว่า มีแรงม้ามากกว่า แต่แรงบิดจะต่ำกว่าเพราะว่า ระยะชักมักจะสั้นกว่า ถ้าต้องการแรงบิดมาก ก็ต้องทดรอบเอา ซึ่งรอบแรงบิดสูงสุดของรถจำนวนสูบมาก รอบจัด ก็มักจะอยู่ที่รอบสูงด้วย ระบบเกียร์ที่ต้องใช้ก็ต้องมีมากขึ้นเมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของการทำงาน ก็ต้องมองว่าเทียบกับอะไร

รถสูบมากอาจดูมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักเครื่องยนต์ หรือขนาด ซีซี คือ แรงม้า/ซีซี หรือ แรงม้า/น้ำหนักเครื่องยนต์ จะมีโอกาสทำได้สูงกว่ารถสูบน้อยๆแน่นอน

แต่ถ้าจะเทียบประสิทธิภาพต่อน้ำมันเชื้อเพลิง รถสูบน้อยจะมีค่า แรงม้า/เชื้อเพลิง ดีกว่ารถหลายสูบ ทั้งนี้ เนื่องจากพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้ของรถหลายสูบจะหมดไปกับการเอาชนะความฝืดของชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์มากกว่า และการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่รอบสูงมากๆก็มักจะเป็นการเผาไหม้ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก การได้แรงมากกว่า มาจากการกินน้ำมันเข้าไปมากๆ ทำรอบมากๆ เพื่อเผาน้ำมันมากๆ ในเวลาเท่าๆกัน กับรถสูบน้อยๆเท่านั้นเองคับ
 


ลองจินตนาการกันดูน่ะคับว่าอย่างเจ้า Phantom 200 สูบเดียว บ้านเราเอาไปเปลี่ยนเป็น 2 สูบวี รับรองได้เลยว่ากระฉูดกว่าเก่าแน่ๆ ทั้งความแรงที่ได้รับ รวมไปถึงค่าน้ำมันที่กระฉูดตามไปด้วย แม้จะมีซีซ๊เท่ากันก็เถอะ
 
อีกทั้งความทนทานของรถที่มีจำนวนสูบมากก็จะมีความทนทานกว่ารถที่มีสูบน้อยกว่าใน ซีซี ที่เท่ากันด้วย เนื่องจากแต่ล่ะสูบทำงานที่จำนวนรอบ/นาที น้อยกว่า แต่ก็อย่างที่บอกอัตราการบริโภคก็มากขึ้นตามจำนวนสูบไปด้วย อิอิ
 


แต่ก็เคยมีรถที่เรียกว่าสุดยอดของโลกในระดับ 4 สูบ คือรุ่น Honda NR750 4 สูบ ลูกสูบวงรี 8 วาล์ว 2 ก้าน 2 หัวเทียนต่อ 1 สูบ รักษาระดับการทำงานไว้ได้ถึงสองหมื่นรอบ แต่ไม่สามารถรักษาระดับความทนทานไว้ได้เลยไม่นิยมไปในที่สุด
 
HONDA NR750
 
ใครที่ชอบดูการแข่งขัน รถพวก MOTO GP ก็น่าจะรู้ว่ามีกติกาเกี่ยวเนื่องในเรื่องจำนวนของลูกสูบอยู่ด้วย มันเป็นความได้เปรียบเชิงกล อย่างรถที่ต้องการจะแรง ก็ต้องว่าการตกแต่งระบบเครื่องยนต์ และหนึ่งในนั้นที่ต้องทำก็คือการเพิ่มจำนวนลูกสูบเข้าไป เป็นวิธีง่ายๆขั้นต้น(ของผู้ผลิตน่ะ) ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารถ 2 สูบ จะได้เปรียบคู่ต่อสู้ทัังน้ำหนักโดยรวมของรถ จำนวน ซีซี (ความจุกระบอกสูบ) อย่างในการแข่ง World Super Bike ..... VTR1000 กับ Ducati 996 หรือ Apillia R1000 นั้นใช้เครื่องยนต์ 2 สูบ ความจุกระบอกสูบ กฎกติกาให้มาเหยียบพัน แต่พวก 4 สูบ เช่น GSX-R750 ZX7R หรือ R7 จะมีพิกัด ซีซี เต็มที่แค่ 750 เท่านั้น อันนี้เปรียบเทียบกันให้เห็นเลยว่า “จำนวนลูกสูบมีผลต่อความเร็วแรง” มากกว่ากันแน่นอน ถ้าไม่งั้นเขาคงไม่ต่อให้ขนาดนั้นหรอกคับ กติกา Moto GP ก็เช่นเดียวกัน
 
เครดิต  http://www.dbigbike.com




*** หลังจากลองมาทำความเข้าใจ  ข้อดี  ข้อเสีย เครื่่อง 2 สูบ  3 สูบ 4 สูบ   น้อยกับเยอะอย่างไหนจะโดนใจกว่ากัน  ***

สูบเยอะ แรง เร็ว  รอบจัด  พวก SuperSport Replica ทั้งหลาย  แต่ตวามสึกหรอสูง  ความทนทาน  ต่ำกว่า  ราคารถสูง แพงกว่า  พวกสูบน้อย   

สูบน้อย แรง เร็ว แรงบิด  แรงต้นดี  แต่รอบจัดน้อยกว่าสูบเยอะ   ตวามสึกหรอต่ำกว่า  ความทนทาน สูงกว่า พวกสูบเยอะ   ราคารถแพงน้อยกว่าพวกสูบเยอะ



เครื่องยนต์จำนวนสูบเยอะ   สูบน้อยมีผลต่อน้ำหนักตัวรถ  จากขนาดเครื่อง  ระบบการทำงาน  การบำรุงรักษา  และการบริโภคน้ำมัน

ที่นี้ก็อยู่ที่เทคโนโลยี และวัสดุศาสตร์ ว่าจะใช้วัสดุที่เบาแต่มีความทนทาน กับเทคโนโลยีใหม่ๆๆ ของเครื่องยนต์ ให้ได้รอบจัด  แรงม้าและแรงบิดสูง

อนาคตไครจะพัฒนารถ    และระบบเครื่องยนต์  ได้ดีกว่ากัน  ซึ่งราคาจะเป็นตัวกำหนดกลุ่มตลาด BigBike



สมาชิก   ลองพิจารณากันครับ   
  . .  แล้วอนาคต  เราอยากได้แบบไหน  มากกว่ากัน   สูบ...เยอะ   สูบ..น้อย เทคโนโลยีพอตัว   

และราคา..... ประมาณไหน  หรือ รูปทรง  ความสวยงาม และความชอบ  เป็นตัวตัดสิน
 

 
 :-\   แล้วเอาเข้าจริงๆจะคันไหนดี ที่เหมาะกับเรา

ออฟไลน์ Dum-Devil

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
////////////      พิจารณากันดูครับ แบบ ... ขำ ... ขำ    ////////////


***   แล้วเอาเข้าจริงๆ  แต่ละแบบ  มันมีที่มา   ...   ??   !!!    *** 

 

 


Kawasaki Z800 | Honda CBR650F & CB650F | Suzuki Gladius | Ninja-Thailand
© 2012-2014 www.ninja-thailand.com | All rights reserved | onefineday1998@gmail.com
Carbonate design by Bloc
variant: carbon
SMF 2.0.2 | SMF © 2011, Simple Machines
Enotify by CreateAForum.com